The Life of The Buddha

” The Life of The Buddha ” พุทธประวัติ
Prepared By : Budhi ‘wake up’ (โพธิ)
Source from:จากคำบรรยายประกอบสารคดี ของ BBC “ The Life of The Buddha ”

Five hundred years before Christ a young prince set out on a journey.
500 ปีก่อนคริสตกาล เจ้าชายองค์หนึ่งเสด็จออกเดินทาง
He would travel through pain and suffering to reach nirvana
พระองค์จะผ่านความทุกข์ทรมานเพื่อไปถึงนิพพาน
– the everlasting bliss we all dream of.
ความสุขอันยิ่งใหญ่ตลอดกาลที่เราทุกคนปรารถณา

” Symbol of peace Symbol of compassion,symbol of non-violence.”
“ สัญญาลักษณ์ของความสงบ สัญญาลักษณ์ของความเมตตา สัญญาลักษณ์ของความไม่รุนแรง ”

He was the Buddha.
พระองค์ คือ พระพุทธเจ้า

He grew up in a palace surrounded by luxury.
พระองค์ประสูติในพระราชวังที่รายล้อมด้วยความสะดวกสบายโอ่อ่าหรูหรา
In his teens his privilege afforded him every indulgence
ในวัยรุ่นพระองค์หลงอยู่ในความสุขทุกอย่าง
But he gave all this up to gain ultimate wisdom.แต่ก็ทรงสละสิ้นเพื่อปัญญาอันสูงสุด
He would travel the darkest corridors of his mind to come face to face with the devil inside him.
พระองค์จะผ่านมุมมืดที่สุดในจิตใจ เพื่อเผชิญกับความชั่วร้ายภายในกายตน
He founded the first world religion,
ทรงสร้างศาสนา แรกของโลก
followed today by over 400 million people
ที่ทุกวันนี้มีผู้นับถือกว่า 400 ล้านคน
– a religion where meditation is used to reach a state of complete peace and happiness.
ศาสนาที่ใช้การทำสมาธิ เพื่อเข้าถึงความสุขสงบอย่างแท้จริง

” Our own potential our own effort to know the ultimate reality.”
“ ศักยภาพของเราเอง ความพยายามของเราเองเพื่อรับรู้ความเป็นจริง ”
And the events of his life make up one of the greatest stories ever told
และเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์คือหนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
– and the Buddha the world’s most enduring icon.
และพระพุทธเจ้าคือ พระผู้เป็นเจ้าที่อมตะที่สุดในโลก

“ The Life of The Buddha ”

Two and a half thousand years after|his death the Buddha’s message lives on.
2500 ปีหลังจากปรินิพพาน คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังคงอยู่
The Dalai Lama
ท่านดะไลลามะ
– the spiritual figurehead of Tibetan Buddhism
ผู้นำจิตวิญญาณของศาสนาพุทธในทิเบต
– passes on the teachings of the Buddha
ถ่ายทอดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างต่อเนื่อง
– continuing a practice that began the day he died.
การปฏิบัติที่เริ่มจากวันที่ปรินิพพาน

Buddhism has been adopted by many different cultures and has many interpretations.
หลากหลายวัฒนธรรมที่นับถือศาสนาพุทธ และมีการตีความที่ต่างออกไป
The Buddha’s teachings of a higher mental calm
คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความสงบทางจิตขั้นสูงสุด
and clarity are seen by some as a religion,others a philosophy, even a psychotherapy.
บางคนว่าเป็นปรัชญาและมีบางคนว่าเป็นการบำบัดทางจิต

ท่านดะไลลามะ กล่าว่า
” Some people describe Buddhism is not a religion but Buddhism is science of mind.”
” บางคนเห็นว่าศาสนาพุทธมิใช่ศาสนา แต่เป็นศาสตร์ทางจิต ”

The Buddha’s message is as relevant today as it was two and a half thousand years ago.
คำสอนของพระพุทธเจ้ายังตรงประเด็นอยู่ถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านมาแล้ว 2500 ปี

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford)

” What has made Buddhism so popular is that it is insightful|and largely true that the Buddha discovered immensely important things.”
” นั่นคือสิ่งที่ทำให้พุทธสาสนาเป็นที่ยอมรับ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้อย่างท่องแท้ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสิ่งที่สำคัญยิ่ง ”

Unlike other religions, Buddhism,which centers on the mind,has no supreme God.
สิ่งที่แตกต่างไปจากศาสนาอื่นๆ พุทธศาสนามีศูนย์กลางอยู่ที่จิตใจ ไม่มีพระเจ้า
Instead a great teacher the Buddha or the Awakened One.
แต่มีศาสดา คือพระพุทธเจ้า หรือผู้รู้ ผู้ตื่น

Prof.Kavin Trainor (University of Vermont)

” It seems very almost intuitive to an age in which psychology becomes for many people|an alternative to religion it’s the means it’s a therapeutic means to dealing with the problems of life and so it seems very accessible to any people.”
” มันเกือบเป็นการหยั่งรู้ในยุคที่จิตวิทยากลายเป็นทางเลือกแทน ศาสนาสำหรับคนจำนวนมาก มันเป็นวิธีการบำบัด แก้ปัญหาของชีวิต และดูจะเข้าถึงคนได้จำนวนมาก ”

There are many representations|of the Buddha
มีภาพพจน์และสัญญาลักษณ์มากมายของพระพุทธเจ้า
and Buddhists all have their own picture in their minds of what he was like.
และพุทธศาสนิกชนทุกคนมีภาพของพระองค์อยู่ในใจของพวกเขา

ท่านดะไลลามะ กล่าวว่า
” Some kind of vibration of complete peace,non-violence I think that must be there.”
” ความสงบอันสมบูรณ์แบบ ความไม่รุนแรง อาตมาคิดว่าอยู่ที่นั่น ”

Until little more than one hundred years ago the life of the Buddha remained unknown to the West By the time the British colonized India
– the country of the Buddha’s birth
– Buddhism had all but died out,destroyed by Hindu kings and Muslim invaders.
จนกระทั่งเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ พุทธประวัติยังไม่เป็นสิ่งล่วงรู้ของตะวันตก
ในยุคที่อังกฤษครอบครองอินเดียประเทศที่พระพุทธเจ้าประสูติ
พุทธศาสนาได้สูญสิ้นไปจากการทำลายโดยกษัตริย์ฮินดูและทัพมุสลิมผู้บุกรุก

The origins and the sites of the Buddha’s life became lost to everyone.
It wasn’t until British colonial archaeologists
began to explore Northern India that their discoveries
began to root the Buddha’s life in historical fact.
ศาสนาพุทธใกล้จะหมดไปจากอินเดีย
การค้นพบของเขาเริ่มเผยถึงพุทธประวัติ ในแง่ความจริงทางประวัติศาสตร์

” In the 1860’s,a series of archaeologists began to try and identify the sites associated with the life of the Buddha.”
” ในยุค 1860 นักโบราณคดีชุดหนึ่ง ได้พยายามระบุสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ตลอดชีวิตของพระองค์ ”

By the 1890’s many of these sites had been successfully identified within the Ganges area,
ภายในยุค 1890 สถานที่หลายแห่งมีการระบุชัดเจน ภายในบริเวณแม่น้ำคงคา
but that time two of the great sites|connected with Buddhism were still missing,
แต่ในตอนนั้นสถานที่สำคัญสองแห่ง ทางพุทธศาสนายังคงสาปสูญ
the site of Lumbini, where the Buddha had actually been born,
สวนลุมพินีที่พระพุทธเจ้าประสูติจริง
and the site of Kapilavastu which was the childhood home of the Buddha.
และกรุงกบิลพัสดุ์วึ่งป็นที่ประทับวัยเยาว์ของพระองค์

The area to the north of the Ganges was less well known,
บริเวณตอนเหนือของแม่น้ำคงคา ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
partly because of the very thick jungle there,tigers as well as malaria.
ส่วนหนึ่งเพราะที่นั่นเป็นป่าหนาทึบ เต็มไปด้วยเสือและไข้มาเลเรีย
It took a breakthrough discovery to unlock the story of the Buddha’s origins.
เป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ที่เผยเรื่องราวกำเนิดของพระพุทธเจ้า
In a remote village across the border in Nepal a pillar was discovered.
ในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง ข้ามพรหมแดนเนปาลมีการค้น

A British expedition was sent out|to decipher its inscription.
พบเสาหิน นักสำรวจอังกฤษผู้หนึ่งถูกส่งไปแปลคำจารึก
The script is the early Brami script
ข้อความในคำจารึกเป็นภาษาพราหมณ์ในยุคแรก
and the language is|a local vernacular language of Northern India and indeed the inscription itself depicts
และเป็นภาษาท้องถิ่นของอินเดียตอนเหนือ และข้อความนั้นระบุว่า…ที่นี่คือ

that this is where the Buddha,the enlightened one was born.
สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า

This was the first piece of evidence to suggest that the Buddha was not just a legendary figure – he actually existed.
นี่เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ระบุว่า พระพุทธเจ้ามิใช่แค่เรื่องในตำนาน พระองค์มีอยู่จริง

Ancient Buddhist texts|had named the Buddha’s birthplace as Lumbini
and now the archaeologists had it located on the map.
Now they tried to find the Buddha’s childhood home
– an ancient city named in the texts as – Kapilavastu.
คัมภีร์พุทธศาสนาโปราณอ้างสถานที่ประสูติของท่านว่าเป็น สวนลุมพินี
และตอนนี้พวกเขาพยายามหาสถานที่ประทับวัยเยาว์ของพระองค์ เมืองโบราณที่ระบุไว้ในคัมภีร์ว่า กรุงกบิลพัสดุ์

It was apparent that it was located to the west
perhaps 10 or 15 kilometers to the west of Lumbini
and that is where the search began to intensify.
Expeditions uncovered two possible sites for Kapilavastu
– one in India the other in Nepal.
For a hundred years archaeologists have argued over them.
ดูเหมือนมันจะอยู่ทางตะวันตก
อาจจะห่างจากลุมพินี 10 หรือ 15 กิโลเมตร
และนั้นเป็นที่ซึ่งการค้นหาได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง
นักสำรวจได้พบสถานที่สองแห่ง ที่อาจจะเป็นกรุงกบิลพัสดุ์
แห่งหนึ่งในอินเดีย และอีแห่งหนึ่งในเนปาล
พวกนักโบราณคดีได้โต้แย้งกันในเรื่องนี้มานับร้อยปี

New research by Dr Coningham|and his team
suggests the ancient city lay|at modern day Tilaurakot – in Nepal.
จนการวินิจฉัยครั้งใหม่ของ ดร.โคนิ่งแฮม และคณะ
ที่เสนอว่าเมืองโบราณนั้นคือ ทิเลาราก็อต ในเนปาลปัจจุบัน

It’s an extremely exciting site because it is so well preserved,
we conducted that a series of geo physical surveys
and we then identified a series of roads laid out and it became a clear
that the entire city in its final phrase had been laid out on a girded pattern.
มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะอนุรักษ์ไว้อย่างดี เราได้สำรวจทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่อง และพบว่ามีถนนหลายสายและชัดเจนว่า ทั้งเมืองในขั้นสุดท้าย มีการวางแผนผังอย่างมีระเบียบ

At its centre lay a palace.
It is here that the Buddha’s story begins.
Two and a half thousand years ago
Northern India was divided up into Kingdoms and republics.
ตรงกลางคือ พระราชวังซึ่งพระพุทธประวัติเริ่มต้นที่นี่
2500 ปีก่อนทางตอนเหนือของอินเดีย ถูกแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักร และสาธารณรัฐ

The Buddha’s father – Sudhodana
– was the elected chieftain|of the Shakya tribe.
He ruled his kingdom from his palace|near the foothills of the Himalayas.
His queen was called Maya.
พระบิดาของพระพุทธเจ้าคือ พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประมุขของศากยวงศ์
พระองค์ปกครองอาณาจักรจากพระราชวังใกล้เชิงเขาหิมาลัย
พระราชินีคือ พระนางมายา

Legend tells that on the night of the full moon she had an extraordinary dream.
It told that a special Being known as the Buddha was about to be born again on earth.
The legend goes on that Four Guardian deities of the world
carried Queen Maya up to the Himalaya mountains in her bed.
They anointed her with divine perfumes and decked her with heavenly flowers.
A white elephant with six tusks descended from heaven,carrying a lotus flower in its trunk,and entered her womb.
The Buddha would be born of Maya.

Prof.Peter Harvey (University of Sunderland)
” If one looks at this story of the Buddhist conception and compares it
to say the conception story of Jesus, where you have angels appearing.
I suppose a similar basic idea is there.
That the forces which are beyond are signaling that something great is happening.
Its said that the Buddha chose the time and the place that he would be reborn.”
Prof.Peter Harvey (University of Sunderland)กล่าวว่า
” ถ้ามีคนดูที่แนวคิดของพุทธศาสนา และเปรียบเทียบกับแนวคิดในเรื่องราวของพระเยซู
ที่มีนางฟ้าปรากฎกาย ผมคิดว่ามีแนวคิดหลักเหมือนกัน
ว่าพลังอันไกลดพ้นส่งสัญญาณว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น
พระพุทธเจ้าทรงเลือกเวลาและสถานที่ที่พระองค์จะทรงประสูติอีกครั้ง ”

The baby boy was named Siddhartha – meaning ‘every wish fulfilled’.
เจ้าชายมีพระนามว่า สิทถัตถะหมายถึงสำเร็จตามประสงค์
But his mother fell ill after giving birth and died a few days later.
แต่พระมารดาประชวรหลังจากนั้นและสิ้นพระชนม์ 2-3 วันต่อมา
Siddharta was brought up by his aunt.
พระองค์จึงถูกเลี้ยงดูโดยพระญาติ(น้า)

The family summoned Brahmin priestsand then a trusted palace soothsayer to predict the young prince’s future
ทางราชวงค์ได้เรียนพราหมณ์และโหรหลวง มาทำนายอนาคตของเจ้าชายน้อย
We’re told that he noticed the auspicious signs of a great being upon Siddhartha’s body,
พวกเขาสังเกต เห็นสัญญาลักษณ์อันยิ่งใหญ่ บนร่างกายของเจ้าชายสิทธัตถะ
including the mark of a wheel upon his feet.
รวมทั้งรอยวงล้อใต้พระบาท
It’s said that the Buddha was born with certain marks on his body the so called 32 marks of a great person.
กล่าวกันว่า พระพุทธเจ้าประสูติพร้อมสัญลักษณ์พิเศษบนร่างกาย 32 ประการ ของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
They are seen as appearing on the body of two kinds of people.
ที่จะปรากฏบนร่างกายของบุคคล 2 ประเภท
One who will become the Buddha and one who will become a world Emperor.
หนึ่งคือผู้จะเป็นจักรพรรดิ์ครองโลก อีกหนึ่งคือ ผู้ที่จะเป็นผู้นำทางศาสนา คือศาสดาเอกของโลก

His father was quite keen on the idea that his son would become|a great political leader.
พระบิดามีพระประสงค์ที่จะให้พระโอรสเป้นผู้นำทางการเมืองการปกครองที่ยิ่งใหญ่
So this is why it is said that|he cosseted his son,to prevent him seeing things which|might send him in a religious direction.
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระองค์พะเน้าพะนอโอรส เพื่อไม่ให้เห็นสิ่งที่จะนำไปในทางศาสนา

Everyone knew the signs meant Siddharta|was exceptional, especially the King.
ทุกคนรู้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นบุคคลพิเศษ โดยเฉพาะกับกษัตริย์
But as he watched his inquisitive young son growing up he worried about these predictions
แต่ขระที่พระองค์เฝ้าดูพระโอรสเติบโตขึ้น พระองค์ทรงวิตกในคำทำนาย
– that one day his son would abandon|the palace and become the spiritual leader rather than stay to become|chief of the Shakyas.
ว่าวันหนึ่งพระโอรสจะสละพระราชวัง และกลายเป็นผู้นำทางศาสนามากกว่าจะเป็นประมุขของศากยวงค์

As Siddhartha grew older his father was delighted to see the boy’s exceptional ability at the princely sports of fencing, wrestling and archery.
ขณะที่เจ้าชายเติบโต พระบิดายินดีที่ได้เห็นความสามรถอันยอดเยี่ยมของพระโอรสในกีฬา ฟันดาบ มวยปล้ำและยิงธนู
But he also noticed that Siddharta|was a deeply thoughtful and curious child.
แต่พระองค์ก็สังเกตเห็นว่า เจ้าชายสิทถัตถะ เป็นเด็กที่มีความคิดลึกซึ้งและอยากรู้อยากเห็น
He appeared to be more interested in trying to understand the nature of the world around him than in military pursuits.
เจ้าชายดูจะสนใจในการพยายามเข้าใจธรรมชาติของโลกรอบตัวมากกว่างานด้านการทหาร

For the King these were|the most important skills
young Siddharta should learn|if he was to become a leader of men.
Siddhartha was expected to become
the future King|and defender of Kapilavasthu
– one of the very first cities|in Northern India.
สำหรับกษัตริย์เหล่านี้คือทักษะที่สำคัญที่สุด เจ้าชายควรเรียนรู้ถ้าพระองค์จะเป็นผู้นำของปวงชน เจ้าชายถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็นกษัตริย์ในอนาคตและเป็นผู้ปกครองกรุงกบิลพัส ดุ์ หนึ่งในนครยุคแรกทางตอนเหนือของอินเดีย

The Palace where Siddhartha grew up|has long since crumbled away.
Its mud and wood construction have left nothing|for archaeologists to examine.
พระราชวังที่ซึ่งพระองค์เคยประทับในเยาว์วัย ได้พังทลายไปหมดสิ้น โครงไม้และโคลน ไม่เหลืออะไรให้นักโบราณคดีได้ตรวจสอบ
But more durable materials have recently|been discovered at Tilaurakot.
แต่มีวัสดุที่ทนทานกว่า ที่ได้ค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ ที่ ทิเลาราก็อต

Prof.Robin Coningham ( Brad University) กล่าวว่า

” We cut a trench 3 meters by 3 meters and eventually We had a very clear sequence at the site
and then we began to be somewhat surprised|by identifying a material known as
painted greyware which is basically a flat bowl with black paint.
This tiny fragment has huge significance.”
” เราขุดคูขนาด 3 X 3 เมตร และในที่สุดเราก็ลำดับเหตุการณ์ได้ชัดเจน
และเราเริ่มประหลาดใจที่ได้พบวัสดุ ที่รู้จักกันว่า
เกรย์แวร์ ซึ่งเป็นอ่างแบนๆมีลายเขียนสีดำ เศษเล็กๆที่มีความสำญมาก ”

Dr Coningham believes it was made in the 5th Century BC
– at the time Siddhartha was growing up in the palace.
What we have is a centre of small industry – We are probably dealing with a settlement
that we would even hesitate to call a city today
– centered around a large courtyard belonging to the ruler.
And the majority of the population living in the agrarian hinterland.
It was this hinterland,lying beyond the city walls that fascinated Siddhartha.
ดร.โคนิ่งแฮม เชื่อว่า มันถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ในยุคที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริยวัยในพระราชวัง
” สิ่งที่เราพบคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เราอาจจะพบชุมชน ที่เราลังเลที่จะเรียกว่าเมืองทุกวันนี้ ตรงกลางดดยรอบคือสนามกว้างใหญ่ของประมุขและประชากรส่วนใหย่อยู่ในเขตกสิกรรม อันห่างไกลออกไป ”
เขตห่างไกลด้านหลังกำแพงเมืองนี้ ที่ประทับใจเจ้าชายสิทธัตถะ

So when at the age of nine his father allowed him out to celebrate the annual ploughing festival he eagerly participated.
เมื่อพระองค์มีพระชนม์มายุ 9 พรรษา พระบิดาให้พระองค์ไปฉลองเทสกาลไถนาประจำปี พระองค์กระตือรือร้นไปร่วมงาน
His first glimpse of reality beyond the palace walls would open a door for Siddharta to a new vision of the world
and would become the turning point of his life.
เป็นครั้งแรกที่ทรงเห็นความเป็นจริงหลังกำแพงวัง ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่วิสัยทัศน์ใหม่ของโลก และเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเจ้าชาย

The story recalls that he watched a farmer ploughing.
มีเรื่องเล่าขานว่า เมื่อพระองค์เห็นชาวนาไถนา

He saw the toil and effort, struggle and repetition of this back-breaking work,something he’d never seen in the palace.
ทรงเห็นความยากลำบาก ความพยายามของการทำงานที่หนักหนาสาหัส สิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในวัง
He managed to slip away from the festivities and be alone.
พระองค์ผละออกจากงานฉลองไปอยู่ตามลำพัง

This first experience of real life had a profound effect upon him.
ประสพการณ์ครั้งแรกของชีวิตจึงมีผลล้ำลึกต่อพระองค์
To everyone else this was a celebration
– but to Siddhartha it symbolized something quite different.
สำหรับทุกคนนี่คืองานฉลอง
แต่สำหรับเจ้าชายสิทถัตถะมันเป็นสิ่งที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง
He felt his mind leading him into a contemplative state.
พระองค์รู้สึกว่าจิตใจนำพาให้ครุ่นคิดคำนึง

He watched the plough as it cut and parted the ground and noticed a bird|eating a freshly unearthed worm.
ทรงเห็นการไถนาเป็นการขุดดินและสังเกตุเห็นนกกำลังกินหนอนที่ถูกขุดขึ้นมา
He asked himself why living beings|have to suffer in this way.
ทรงถามตนเองว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตจึงทุกข์ทรมานเช่นนี้
If the farmer had not been ploughing|the bird would not have eaten the worm.
ถ้าชาวนาไม่ได้ไถนา นกก็จะไม่ได้กินหนอน
He realized that everything was connected and that all actions had consequences.
ทรงตระหนักว่าทุกอย่างเกี่ยวพันกัน และการกระทำทุกอย่างมีผลต่อเนื่อง

This simple observation would become one of the corner stones of his teachings – known as karma.
การสังเกตุเห็นครั้งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของคำสั่งสอน ที่รู้จักกันว่า กรรม

As Siddharta’s mind focused on these profound thoughts he slipped into a trance or jana – a mental state which would become his first step on the road to enlightenment.
ขณะที่จิตของเจ้าชายสิทธัตถะเพ่งอยู่ที่ความคิดล้ำลึกเหล่านี้

Prof.Peter Harvey (University of Sunderland)
” He was sat under a tree and he was just focusing on the plough going through the earth.
And its said while doing that|he fairly Naturally went into a meditative state called a first Jana.
Which was very very joyful and happy.
And which he later uses|as part of his spiritual path.
The connection to Buddhist meditation is the focusing on something which has a calming centering effect.
Possibly also the idea of compassion for the worms being killed as the plough went through the earth.
So I suppose one would see this as just part of his rather special nature.”
Prof.Peter Harvey (University of Sunderland) กล่าวว่า
” พระองค์อยู่ใต้ต้นไม้และสนใจการไถนาบนพื้นดิน
ระหว่างที่ทำเช่นนั้นพระองค์ได้เข้าสู่ภาวะสมาธิขั้นแรก
ซึ่งทำให้มีความสุขมากมาย
และต่อมาภายหลังได้ทรงใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง
การทำสมาธิทางพุทธศาสนา เพ่งความสนใจในสิ่งที่มีผลให้เกิดความสงบ
อาจรวมถึงความเวทนาหนอนที่ถูกฆ่าตายขระที่มี การไถนา
ผมเห็นว่าควรจะเห็นได้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันพิเศษของพระองค์ ”

The young prince’s behavior deeply unsettled the King.
Brahmanism – the religious tradition of the time
– insisted that sons should follow in the footsteps of their fathers.
พฤติกรรมของเจ้าชายหนุ่มทำให้กษัตริย์ไม่แน่พระทัย
ประเพณีตามศาสนาพรามหมณ์ในสมัยนั้น ยืนยันว่าพระโอรสควรปฏิบัติตามแนวทางของพระบิดา

Prof.Kavin Trainor (University of Vermont)
” One of the things that I think makes this narrative so powerful is,
again we can imagine this scene of his father trying to protect his son encountering any suffering.
Now the reason for doing this is that there has been a prophesy that
he’ll either become a universal monarch
or he’ll become a renunciant who will gain enlightenment.
His father of course wants him to become a king to follow in his footsteps.”
Prof.Kavin Trainor (University of Vermont) กล่าวว่า
” อย่าหนึ่งที่ผมคิดว่า…เรื่องเล่าที่มีความหมาย
อีกครั้งที่เราลองคิดทางด้านพระบิดา ซึ่งพยายยามปกป้องโอรสไม่ให้เจอะเจอความทุกข์ทรมาน
เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะคำทำนายว่าพระองค์จะกลายเป็นกัตริย์ครองโลก
หรือเป็นผู้สละทุกอย่างเพื่อการตรัสรู้ พระบิดาต้องการให้โอรสเป็นกษัตริย์ตามรอยพระองค์ ”

As Siddhartha grew up
his father did all he could to tempt him|to stay inside the palace.
He tried to create a perfect and seductive world for him to live in.
As was Customary for a prince, Siddhartha was offered beautiful maidens
to entertain him with music and to pleasure him with their physical beauty.
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัย
พระบิดาทำทุกอย่างเพื่อจูงใจให้อยู่ภายในพระราชวัง
พยายามสร้างโลกอันเพียบพร้อมดึงดูดใจให้พระโอรส
ตามธรรมเนียมของเจ้าชาย เจ้าชายมีสตรีสวยงามมากมาย
คอยให้ความเพลิดเพลินด้วยดนตรีและด้วยความงามของเรือนร่าง

When Siddhartha reached the age of sixteen
the King even found him a beautiful bride|- Princess Yasodhara.
Siddharta had to compete for her hand
and the King was delighted how skillfully|his son fought off the competition.
The King began to convince himself
that palace life was beginning|to suit his son at last.
But this was wishful thinking
and Siddhartha pestered his father|to allow him out of the palace.
เมื่อเจ้าชายสิทัตถะถึงวัย 16 ชันษา กษัตริย์ก็หาเจ้าสาวแสนงามมาให้คือ เจ้าหญิงยโสธรา เจ้าชายต้องต่อสู้เพื่อเจ้าหญิงและกษัตริย์พอใจที่พระโอรสเก่งกาจในการ ต่อสู้ กษัตริย์เริ่มแน่ใจว่าชีวิตในพระราชวังเหมาะสมกับพระโอรสในที่สุดแต่นี่คือ ความปรารถนาที่เหนือเหตุผล และเจ้าชายสิทธัตถะ ได้รบเร้าขอออกไปนอกพระราชวัง

Unable to refuse|his son’s wishes any longer,
the King desperately set about
clearing every eyesore|from the surrounds of the palace.
Like a Hollywood film set, the sick,|the poor and the old were all deleted
from the fantasy|presented to the young prince
เมื่อไม่สามารถปฏิเสะได้อีกต่อไป กษัตริย์สั่งเก็บทุกอย่างที่อุจจาดตาไปจากรอบพระราชวัง เหมือนฉากภาพยนต์ฮอลลีวู้ด คนป่วย คนเจ็บ และคนชรา ถูกกำจัดไปจากสายตาของเจ้าชายหนุ่ม
Despite his father’s efforts,
Siddhartha’s first taste of the|outside world would reveal stark realities.
With the naivety of a child|he set out with Chana,
his charioteer, as his guide.
The prince would make four journeys|and see four signs
– as predicted|by the palace fortune teller.
แม้นพระราชบิดาจะพยายามแล้ว การออกชมโลกภายนอกครั้งแรกของเจ้าชายก็ได้พบคว่ามเป็นจริง พระองค์เสด็จไปอย่างง่ายๆพร้อมด้วยฉันนะมหาดเล็กของพระองค์เป็นผู้นำทาง เจ้าชายได้เสด็จไป 4 ครั้งเห็นนิมิต 4 อย่างตามที่โหรหลวงได้ทำนายไว้

Early Buddhist texts place great importance|on this point in the story
as each journey would reveal to Siddhartha
an aspect of life which had been|deliberately hidden from him.
On his first trip Siddhartha|went out into the country,
away from his father’s influence.
He noticed an old man painfully making|his way through a village.
He asked Chana what was wrong with the man
and Chana explained|the process of ageing to him.
Siddhartha was alarmed
when he learnt that ageing is inescapable|and happens to us all.
คัมภีร์ทางพุทธศาสนาระยะแรก ให้ความสำคัญแก่ประเด็นนี้ว่า การเดินทางแต่ละครั้งจะเผยให้เจ้าชายสิทถัตถะ เห็นความเป็นไปของชีวิตที่ถูกซุกซ่อนไว้
ในการเดินทางครั้งแรก(นิมิตที่ หนึ่ง) เจ้าชายเข้าไปในประเทศที่พ้นจากอิทธิพลของพระบิดาพระองค์สังเกตุเห็นชายชรา เดินอย่างยากลำบากผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทรงถามฉันนะว่า เกิดอะไรขึ้นกับชายคนนั้น ฉันนะอธิบายว่า เขาเป็นคนชรา เจ้าชายตกใจเมื่อรู้ว่าความชราเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้และเกิดขึ้นกับเรา ทุกคน

For Siddhartha,
reality was beginning to unveil|a cruel picture of the world.
– Where misfortune and suffering appeared|to dominate every aspect of life.
สำหรับเจ้าชายสิทธัตถะความจริงเริ่มเผยถึงภาพอันโหดร้ายของโลก ที่ซึ่งความโชคร้ายและทุกข์ทรมานเกิดขึ้นได้กับทุกชีวิต

The second sign was soon to follow
when Siddhartha noticed a sick man,|his features twisted with disease.
He asked Chana if anyone could become sick|and again he was shocked
when he learnt the brutal truth|that we all can.
The protective wall of fantasy around him|was beginning to crumble.
นิมิตที่ สอง ตามมาในไม่ช้า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะสังเกตุเห็นคนป่วย ร่างกายบิดเบี้ยวเพราะโรคภัย ทรงถามฉันนะว่าใครจะเจ็บป่วยได้บ้าง และต้องทรงตกพระทัยอีกครั้งเมื่อรู้ความจริงอันโหดร้ายว่า เกิดกับพวกเราทุกคน เกราะป้องกันพระองค์เริ่มแตกสลาย

And the further the young Prince ventured|the more of life’s horrors confronted him.
Now he saw a corpse, bound in linen,
being carried to the funeral pyre|- and the story records that Siddhartha
is appalled to discover|not only that all men are mortal,
but also that it was a Brahmin belief|that after death we are all reborn
– to suffer and die time and time again.
และเจ้าชายได้พบความหน้าสะพรึงกลัวของชีวิตอีกต่อไป
ตอนนี้(นิมิตที่ สาม) ทรงเห็นซากศพถุกห่อหุ้มด้วยผ้าขาวบาง ถูกนำไปยังที่เผาศพ และยังเล่าขานกันว่า เจ้าชายสิทธัตถะตกใจที่ได้พบว่าไม่เพียงแต่ทุกคนต้องตาย แต่เป็นความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ว่าหลังจากตายแล้ว เราทุกคนจะเกิดใหม่เพื่อทุกข์ทรมานและตายอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

There seemed no end
and no solution to life’s miserable|and inevitable cycle.
ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดและไม่มีทางออกต่อความทุกข์ยากและวัฏจักรของชีวิต

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford)
” The Buddha’s life is an allegory|because the most important point in it is
that here is a young man|who is brought up with every luxury
and he realizes that isn’t enough|because he has a shock.
He has a shock because for the first time|he encounters old age,disease and death.

It’s not plausible to think that|growing up as an intelligent youth
he wouldn’t have known anything about it.
The point is rather to convey the tremendous impact that|coming face to face with
these fundamental facts of human existence,|has and must have upon us,
and that it’s urgent|that we do something about it.”
” พุทธประวัติเป็นการแฝงคติ เพราะประเด็นสำคัญที่สุดคือ
ชายหนุ่มที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบายทุกอย่าง
แต่ก็ตระหนักว่ายังไม่เพียงพอเพราะต้องตกใจที่ได้เผชิญหน้าเป็นครั้งแรกกับความชรา การเจ็บป่วยและความตาย

มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะคิดว่าการเติบโตมาอย่างชาญฉลาด
พระองค์จะทรงไม่รู้อะไรเลย
ประเด็นคือผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ที่ได้เผชิญกับความจริงขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องเกิดขึ้น
และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องทำอะไรบางอย่าง ”

But it was the fourth sign that would|definitively point to Siddharta’s future
– a man wearing a simple robe|with a begging bowl before him.
Why should anyone want to give up|the pleasures of the world
to wander the countryside, begging?|Asked the prince.
Chana explained that the man had renounced|such pleasures in order to confront reality
and seek answers to this painful existence.
แต่เป็นนิมิตที่ สี่ ที่เป็นประเด็นสำคัญต่ออนาคตของเจ้าชายสิทธัตถะ ชายที่แต่งตัวมอซอพร้อมกะลาขอทาน เจ้าชายถามว่า ทำไมจึงมีคนสละความสุขทางโลกเพื่อเรร่อนไปขอทาน ฉันนะอธิบายว่า ชายผู้นั้นได้สละความสุขเช่นนั้นเพื่อเผชิญกับความจริง และหาคำตอบต่อความเป็นอยู่อันทุกข์ทรมาน

Prof.Peter Harvey (University of Sunderland)
” The account of the four signs|I see as quite an effective story way
of putting certain existential realizations|we all know we are going to get old
we all know we are going to get sick|we all know we are going to die
in our heads but its very different|to sit down on day
and realize here no is not just|other people who get old sick and die
its I’m going to get old|I’m going to get sick and I’m going to die
and I think the story accounts|are trying to portray
that moment of existential realization|where you see it for the first time
you are going to die|and you know it and you taste it.”
กล่าวว่า “ เรื่องของนิมิตทั้งสี่นี้ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจัง คือนำเรื่องของความเป็นจริงที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า เราต้องแก่ เราต้องป่วย เราต้องตาย ใส่ในสมองของเรา แต่มันต่างกันมากที่จะนั่งลงและตระหนักว่า ไม่ใช่แค่คนอื่นที่จะต้องป่วยและตาย เราเองกำลังจะแก่ กำลังจะป่วย และกำลังจะตาย และผมคิดเรื่องนี้เป็นการพยายามแสดงให้เห็นช่วงเวลาของของความเป็นจริงที่มี อยู่ที่คุณได้พบเห็นเป็นครั้งแรก คุณกำลังจะตายและคุณรู้ว่าคุณจะได้พบมัน “

When Siddartha returned to the palace|after this fourth journey
his mind was reeling|with his new understanding of the world.
The fruits and flowers around him|would rot and wither away.
Even the walls of the palace|would one day crumble.
His wife had just given|birth to a beautiful child.
But they would both one day grow old,
become ill and die. It was inevitable.
He had learnt the meaning of impermanence|and saw it in everything around him.
Siddharta knew he had to leave his family
to seek answers to the questions|that tormented him,
even though this meant|abandoning his wife and son.
Against the tradition of his family|and the Brahmin religion,
Siddhartha left home to find|his own answers to life’s suffering.
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จกลับวัง หลังจากเดินทางครั้งที่ สี่ จิตใจของพระองค์กำลังทบทวนถึงความเข้าใจครั้งใหม่
ผลไม้และดอกไม้รอบตัวจะเน่าเปื่อยสลายไป แม้แต่กำแพงวังวันหนึ่งก็จะพังทลาย ชายาพระองค์เพิ่งจะให้กำเนิดพระโอรส แต่ทั้งสองวันหนึ่งก็จะแก่เฒ่าล้มป่วยและตายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พระองค์ได้เรียนรู้ความหมายของความไม่แน่นอน และมองเห้นในทุกอย่างรอบตัว เจ้าชายสิทธัตถะรู้ว่าพระองค์ต้องสละครอบครัวเพื่อไปแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่ กวนใจพระองค์ แม้จะหมายถึงต้องละทิ้งพระชายาและพระโอรส ขัดต่อประเพรีของราชตระกูลและศาสนาพราหมณ์
เจ้าชายเสด็จออกจากวังเพื่อหาคำตอบต่อความทุกข์ของชีวิต

One story recalls
how a hypnotic mist sent|the guards to sleep
allowing him to escape with Chana,|through the Eastern Gate of the palace.
It is said that beside the river Anoma,|he removed his jewellery,
exchanged his robes for rags|and cut off his long hair.
He asked Chana to carry them|back to the palace.
Siddhartha was alone for the first time.
เรื่องราวหนึ่งเล่าว่า มีหมอกควันมาทำให้ยามหลับ พระองค์ จึงหนีไปกับฉันนะผ่านประตูตะวันออก
ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา พระองค์ถอดเครื่องเพชรเปลี่ยนชุดเป็นจีวรและตัดผมที่ยาวออก ทรงขอให้ฉันนะนำกลับไปที่วัง เจ้าชายทรงอยู่ตามลำพังเป็นครั้งแรก

He had at last escaped|the false world of palace life
where suffering had been|swept out of sight.
Now he needed to come|face to face with reality,
if he was ever to find a solution|to the pain of existence.
Siddhartha was confronted|by suffering on a scale
he’d never seen before|when he arrived in the cities.
And within those cities people|were being thrown together,
at times there was perhaps|an increase in disease and suffering.
Some people have seen|this as a particular trigger
for the Buddha’s emphasis on suffering.
It accentuated a universal problems|that any human being in any society faces.
ในที่สุดก็ทรงหลบหนีออกจากโลกหลอกลวงในพระราชวังที่ซึ่งความทุกข์ทรมานถูก กำจัดไปให้พ้นจากสายตา ตอนนี้พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ถ้าพระองค์จะแสวงหาคำตอบต่อความทุกข์ของชีวิต
เจ้าชายได้เผชิญกับความทุกข์ทรมานในขณะที่พระองค์ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเมื่อเสด็จเข้าไปในเมือง

“ภายในเมืองเหล่านี้มีประชาชนถูกจัดให้มาอยู่รวมกัน ในตอนนั้นอาจมีโรคภัยไช้เจ็บเพิ่มข้น มีบางคนเห็นว่านี่อาจป็นตัวกระตุ้นต่อพระพุทธเจ้าให้เห็นความสำคัญในความ ทุกข์ทรมาน มันเน้นถึงปัญหาสากลที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ”

Siddhartha realized that
if he was to find an answer to the suffering surrounding him,
he would have to challenge the Brahmin religion under which everyone lived.
เจ้าชายสิทธัตถะทรงตระหนักว่า
ถ้าหากพบคำตอบต่อคว่ามทุกข์ที่รายรอบตัว
ก็อาจขัดกับศาสนาพราหมณ์ ที่ทุกคนนับถือ

What the Brahmins had was sacred knowledge
this sacred knowledge centered on knowing certain texts called the Vedas
สิ่งที่พวกพราหมณ์มีคือความรู้อันศักดิ์สิทธิ์
ความรู้อันศักดิ์สิทธิ์นี่คือ การรู้ถึงพระเวท

the word Veda itself simply means knowledge and the implication is that
that was the only knowledge which was really worth having.
คำว่าพระเวทหมายถึงความรู้
และความหมายนั้นคือ เป็นความรู้อย่างเดียวที่คุ้มค่าจริงๆ

With their sacred knowledge,
Brahmin priests oversaw every stage of life,from birth to death.
ด้วยความรู้อันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา
พวกพราหมณ์มองเห็นทุกขั้นตอนของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย

Their blessing was essential
but their knowledge could only be handed down to their sons.
The position of Brahmin families remained assured
การให้การมองพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญ
แต่ความรู้จะส่งต่อให้บุตรเท่านั้น
สถานะครอบครัวของพวกพราหมณ์ยังคงมั่นคง
– until a new wave of thinkers began to challenge this.
It was a time when Brahamism,early form of Hinduism was being questioned,
it was a little bit like the time of the ancient philosophers
such as Plato and Socrates in Ancient Greece.
จนกระทั่งคลื่นลูกใหม่มาท้าทาย
มันเป็นยุคที่รูปแบบศาสนาพราหมณ์รูปแบบยุคแรกของศาสนาอินดูถูกตั้งคำถาม
มันคล้ายยุคปรัชญาเมธีโบราณอย่างเพลโต้ และโสเครตีสในกรีกโบราณ
People debating arguing with people and
the Buddha tried to cut a way through that.
ผู้คนอภิปรายโต้แย้งกัน
และพระพุทธเจ้าพยายามหาทางแก้ไข

He described the context as a welter of views a jungle of views.
As Siddhartha explored this jungle he realized that
พระองค์กล่าวถึงอรรถธิบายว่า เป็นความสับสนทางความคิด
ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะเกิดความสับสนนี้
the solution to life’s suffering needed to be available to everyone,
rather than an exclusive few – like the Brahmin tradition.
พระองค์ตระหนักว่าการแก้ไขของทุกชีวิตจำเป็นสำหรับทุกคน
มากกว่าจะเป็นบางคนอย่างประเพณีพราหมณ์

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford):

” The Buddha disagreed with the Brahmins
and he said one does not become a Brahmin
by birth one becomes a Brahmin
by living well one does not become an outcast
by birth one becomes an outcast|by living badly.
Now that’s a wonderful and important thought its like saying in our society
a true gentleman is not one who is born into a particular family
but one who behaves properly.
กล่าวว่า
” พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นด้วยกับพวกพราหมณ์
พระองค์กล่าวว่าคนมิได้เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด
แต่เป็นพราหมณ์ด้วยการอยู่ดี
คนมิได้ถูกทอดทิ้งโดยกำเนิดแต่ถูกทอดทิ้งเพราะการอยู่อย่างไม่ดี
นั่นคือความคิดสำคัญเหมือนในสังคมของเรา(ตะวันตก)ว่า
สุภาพบุรุษที่แท้จริงมิใช่ผู้ที่เกิดมาในครอบครัวพิเศษ
แต่เป็นผู้ที่มีประพฤติกรรมที่เหมาะสม ”

Siddhartha traveled further on his search into Northern India.
He was looking for an alternative way of life
that attempted to overcome the suffering he’d seen around him.
เจ้าชายสิทธัตถะเดินทางแสวงหาต่อไปทางตอนเหนือของอินเดีย
พระองค์กำลังมองหาทางเลือกของชีวิต
ที่จะทรงเอาชนะความทุกข์ยากที่ทรงเห็นอยู่รอบตัว
He was interested in all the new philosophies
but he wanted to go further – to reach deeper into his mind.
ทรงสนใจในหลักปรัชญาใหม่ทุกอย่าง
แต่ต้องเดินทางต่อไปเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งข้นในจิตใจของพระองค์
He now decided to focus on the technique of meditation
and sought out the leading gurus of the day.
ตอนนี้ทรงสนใจเป็นพิเศษในเทคนิคการทำสมาธิ และการเสาะแสวงหาผู้เชี่ยวชาญในยุคนั้น

” There been broadly speaking two kinds of meditation in ancient India.
Which consisted in putting yourself under various kinds of pressure
by controlling your breathing or sometimes fasting
or undergoing other forms of discomfort
and the aim is really to obtain what we call altered states of consciousness.
So they would think that they had climbed to very high plains in the universe.”
“ พูดกันกว้างๆว่า มีการทำสมาธิ 2 วิธี ในอินเดียโบราณ
ซึ่งเป็นการนำตัวเองเข้าไปอยู่ภายใต้ความกดดันต่างๆ
ด้วยการควบคุมลมหายใจ หรือบางครั้งอดอาหารหรือการทรมานในรูปแบบต่างๆ
จุดประสงค์ก็เพื่อให้ได้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า สติปัฏฐาน
ดังนั้นพวกเขาจะคิดว่าพวกเขาต้องสูงมากในจักรวาล ”

” They’re not taking this literally,
its not that they think that they go five thousand feet up in the air,
so to speak but they think that there are certain planes which become more
and more abstract such things as the plane of infinity of space
and that’s followed by the plane of infinite consciousness as you got
and then the plane of infinite nothingness,
these were the sorts of things
the Buddha definitely must have learnt from his teachers.”
” พวกเขามิได้ทำจริงพวกเขาคิดว่าขึ้นไปสูง 5000 ฟุตในอากาศ
แต่พวกเขาคิดว่านั่นคือพื้นที่ราบพิเศษวึ่งเป็นนามธรรมมากยิ่งขึ้น
เป็นพื้นราบของพื้นที่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
และตามมาด้วยพื้นที่ราบของความมีสติไม่สิ้นสุด
และต่อมาก็พื้นที่ราบของสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องเรียนรู้จากพระอาจารย์ของพระองค์ “

It is said that Siddhartha,so excelled at mediating
that he attracted a group of five followers
and his teachers asked him to stay on and take over their schools.
But Siddhartha decided that
this practice alone was not the answer to the problem of suffering
and rebirth or reincarnation.
He set out to explore other techniques
– this time focusing on his body.
กล่าวกันว่าเจ้าชายสิทธัตถะเก่งกาจในการทำสมาธิ
ซึ่งดึงดูดกลุ่มสาวกทั้ง ห้า(ปัจวัคคีย์)
และพระอาจารย์ของพระองค์ขอให้พระองคือยู่ต่อเพื่อดูแลสำนักต่อไป
แต่เจ้าชายตัดสินพระทัยว่า
การปฏิบัติเช่นนี้แต่เพียงอย่างเดียวมิใช่คำตอบต่อปัญหาของความทุกข์
และการเกิดใหม่หรือการกลับชาติใหม่
พระองค์หาเทคนิคใหม่
ครั้งนี้มุ่งไปที่ร่างกาย

Prof.Peter Harvey (University of Sunderland) :

” So he then goes to try another method which is harsh asceticism.
This involved things like fasting, not washing,
meditations where you hold your breath for a very long time
and its very forceful willful way.”

Prof.Peter Harvey (University of Sunderland) กล่าวว่า
” ดังนั้นพระองค์ทดลองวิธีอื่น คือการบำเพ็ญตบะ
รวมถึงการอดอาหารไม่อาบน้ำ
ทำสมาธิ กลั้นหายใจเป็นเวลานาน
เป็นวิธีที่ต้องตั้งใจจริงอย่างมาก ”

Ascetics may starve and even mutilate themselves.
For them the physical body is a barrier to spiritual liberation.
By shedding their attachment to the body
they will clean the mind and liberate the soul.
การบำเพ็ญตบะ การอดอาหาร และการทำร้ายตัวเอง
สำหรับพวกเขาร่างกายเป็นอุปสรรค ต่อเสรีภาพทางจิตใจ
ด้วยการไม่ยึดติดกับร่างกาย
พวกเขาจะทำความสะอาดจิตใจและปลดปล่อยวิญญาณ

Siddhartha tried to achieve this state of liberation.
He fasted for so long his life hung by a thread.
เจ้าชายสิทธัตถะพยายามจะให้บรรลุภาวะนี้
ทรงอดอาหารนานเกินปี จนชีวิตแวนอยู่บนเส้นด้าย

All my limbs became like the knotted joints of withered creepers,
my buttocks like a bullocks hoof,
my protruding backbone like a string of balls,
my gaunt ribs like the crazy rafters of a tumbledown shed.
My eyes lay deep in their sockets,
their pupils sparkling like water in a deep well.
As an unripe gourd shrivels and shrinks in the hot wind,
so became my scalp.
ร่างกายของฉันกลายเป็นข้อต่อของสัตว์เลื้อยคลานใกล้ตาย
ของลับเหมือนกีบเท้าลูกวัว
กระดูกสันหลังเหมือนสายเชือก
ซี่โครงผอมแห้งเหมือนคานของเพิงที่พังทลาย
ดวงตาของฉันลึกกลวงอยู่ในเบ้า
รูม่านตาส่องสว่างเหมือนน้ำในบ่อลึก
ส่วนผลน้ำเต้าที่ยังไม่สุกหดเหี่ยวอยู่ในลมร้อน
คือหลังหักของฉัน

Just as Siddhartha was about to die of starvation
a young girl saved his life by giving him a bowl of rice and milk.
He now realized that if he starved himself again
he would simply die having achieved nothing.
ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังจะตายเพราะอดอาหาร
สตรีสาวผู้หนึ่งมาช่วยชีวิตด้วยการถวายข้าวและนม
ตอนนี้พระองค์ตระหนักว่าถ้าอดอาการอีก
พระองค์จะต้องตายโดยไม่ได้อะไรเลย

Prof.Kavin Trainor (University of Vermont):
” And the story says that|he is living on one grain of rice a day.
He’s practically starved himself to death
and realizes that disciplining the body through extreme self renunciation,
aestheticism inflicting pain upon the body
that doesn’t solve the problem.”
กล่าวว่า
” เรื่องราวเล่าว่าพระองค์อยุ๋ได้ด้วยเมล็ดข้างเพียงวันละเพียงเมล็ดเดียว
พระองค์กำลังจะอดอาหารจนตาย
และรุ้ว่าการฝึกฝนโดยการทรมานทางกายอย่างสุดขีด
การบำเพ็ญตบะโดยทำให้ร่างกายทรมาน
ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย ”

When his five followers saw Siddhartha
had given up his fast they lost faith in him.
They no longer believed he had the strength
to live up to his spiritual convictions
and abandoned him.
เมื่อสาวกทั้งห้า เห็นว่าเจ้าชายเลิกอดอาหาร
พวกเขาก้หมดศรัทธา
พวกเขาไม่เชื่ออีกต่อไปว่าพระองค์เข้มแข็งพอ
และละทิ้งพระองค์ไป

He feels he tried what’s on offer,they haven’t worked,
and its at this stage that he remembers meditation
that he went into spontaneously in his teens
and he thinks mm,
maybe that is a way through to awakening
because its not taken up the desires
of the body but it is very joyful and happy.
พระองค์รู้สึกว่าได้พยายามแล้วแต่ไม่ได้ผล
และในระยะนี้ที่ทรงจำได้ถึงการทำสมาธิที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณในวัยเยาว์
และทรงคิดว่า
บางทีอาจเป็นวิธีทำให้บรรลุผล
เพราะมันไม่เกี่ยวกับความปรารถนาของร่างกาย
แต่เป็นความสุขและความเบิกบานใจ

By chance Siddharta came across a musician tuning his sitar.
When the string was too slack it would not play.
When it was too tight it snapped.
Somewhere in the middle lay tuneful harmony.
โดยบังเอิญเจ้าชายสิทธัตถะได้ค้นพบว่า ในการปรับสายเครื่องดนตรี
เมื่อสายหย่อนเกินไปก็เล่นไม่ได้
เมื่อสายตึงเกินไปก็จะขาด เมื่อปรับให้อยู่พอดีตรงกลางจึงจะเล่นได้เสียงไพเราะ

Siddhartha realized that
this simple observation signified something of great importance.
It was the middle way
that would lead him to the state of mind he was looking for
– to a state of tuneful harmony – enlightenment.
But how could he achieve it?

พระองค์ทรงตระหนักว่าข้อสังเกตุง่ายๆนี้
แสดงถึงความสำคัญอันยิ่งใหญ๋ เป็นทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา)
ที่จะนำพระองค์ไปสู่ภาวะจิตที่แสวงหาภาวะที่เสียงดนตรีไพเราะ คือ การตรัสรู้
แต่จะทำได้อย่างไร

” And the way that Buddha eventually uses is
what one could call mindfulness or awareness of the body,
which neither ignores it nor tries to forcefully master it,
but it’s a kind of middle way.”
” และวิธีที่พระพุทธเจ้าใช้ในที่สุดก็คือ
การหยั่งรู้หรือภาวะของร่างกายที่ไม่ละเลยและไม่บังคับมัน
แต่เป็นทางสายกลาง ”

The middle way led Siddhartha through the countryside.
He had been traveling for six years,
He had experienced pain and suffering
and had stretched the boundaries of his mind.
ทางสายกลางนำพระองค์เดินทางไปตามชนบท
พระองค์เดินทางเป็นเวลา 6 ปี
ทรงหาความทุกข์ยาก
และทำให้ขอบเขตของจิตใจขยายขอบเขตกว้างขึ้น
But he’d still not found the inner peace
and harmony he was searching for.
The state of absolute wisdom
and everlasting bliss known as Enlightenment.
แต่ยังไม่พบความสงบสุขภายในที่ทรงแสวงหา
ภาวะของสติปัญญาขั้นสูงสุด
และความสุขอันไม่จบสิ้น ที่เรียกว่า ตรัสรู้

Siddhartha arrived at Bodh Gaya.
Here his torment would end.
จะเสด็จถึง พุทธคยา
ที่นี่ความระทมทุกข์จะสิ้นสุด

He sat down beneath a tree and vowed not to leave until he had reached ENLIGHTENMENT.
ทรงประทับใต้ต้นไม้และทรงตั้งใจจะไม่ลุกขึ้นจนกว่าจะตรัสรู้
” Flesh may decay, bones may fall apart,
but I will never leave this place until I find the way to enlightenment.”
” เนื้ออาจเน่าเปื่อยกระดุกอาจแตกหัก
แต่ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากที่นี่จนกว่าพบวีธีบรรลุ”

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford):

” He’s no longer giving himself a hard time,
he’s not stressing himself unbearably,
he’s not undergoing anything painful,
he thinks, well life is painful without taking the trouble to make it more painful,
but let me just calmly think things out,think of how life works.”
กล่าวว่า
” พระองค์ทรงไม่ใช่วิธีทรมานกายอีกต่อไป
ไม่ทำให้ตนเองทนไม่ได้ ไม่ทำอะไรให้เจ็บปวด
ทรงคิดว่าชีวิตจริงก้ทุกข์ทรมานจนไม่ต้องทำอะไรให้ทุกข์ยากมากขึ้นไปอีก
แต่ขอให้คิดอย่างสงบ คิดว่าชีวิตดำเนินไปอย่างไร”

He starts to focus the mind by attention|to the slow movement of the breath coming
and going out a refined sensation|which exists in the body
just around the nose in a way which|starts to lead to the mind quietening,
stilling, settling, gathering, purifying.
พระองค์เพ่งความสนใจไปที่จิตเพื่อกำหนดลมหายใจเข้าและออก รับรู้สัมผัสอยู่ที่รอบจมูก เพื่อเริ่มนำจิตไปสู่ความสงบ ความนิ่ง ความมั่นคง เพิ่มพูนทำให้บริสุทธิ์ “

Siddhartha’s mind was now so focused
that he could successfully|enter the darkest reaches of his unconscious.
It was now that he would face|his final and greatest torment.
The demon Mara – the Lord of Ego|and illusion appeared before him.
He could make any horror real|in Siddhartha’s mind.
จิตของเจ้าชายสิทธัตถะในตอนนี้ มุ่งเข้าไปสู่จุดที่มืดที่สุดในจิตสำนึก พระองค์กำลังเผชิญกับ การทดสอบครั้งสำคัญครั้งสุดท้าย พญามารและภาพหลอนมาปรากฏต่อหน้า และสามารถสร้างภาพหลอนอันหน้าสะพรึงกลัวขึ้นในจิตใจของเจ้าชาย

It’s very important to remember|that Mara this demon king
is not like the Christian Satan|because he isn’t a tempter
and he isn’t any kind of counterpart|to God,
he is purely psychological forces|which we have within us,
“ มันสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่า พญามารไม่เหมือนกับซาตานของชาวคริสเตียนพราะพญามารมิใช่มาลิอให้ทำชั่วและมิ ใช่ผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า แต่เป้นพลังจิตที่เราทุกคนมีอยู่ในตัวของเรา ”

Mara unleashed an army of demons|to attack Siddhartha.
They fired flaming arrows at him.
But mid flight|Siddhartha turned them into lotus blossoms
and they fell harmlessly around him.
Having failed Mara|then tried to seduce Siddhartha
with his tempting daughters.
พญามารปล่อยกองทัพมารมาจู่โจมเจ้าชาย โดยยิงธนูมาที่พระองค์ แต่กลางอากาสเจ้าชายได้เสกธนูให้เป็นดอกบัวตดกรอบพระองค์โดยไม่ทำอันตราย เมื่อล้มเหลวพญามารพยายามต่อไป โดยส่งธิดามาร มายั่วยวนพระองค์

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford)
He’s assailed by the demon king|who is the same time death
and desire very Freudian|that in a way desire is death,
death is desire and in fact the Demon king|offers him his three daughters
who are both passion or lust and aversion|where it is equally bad
if you shy away from this|and say it is disgusting
you are also a slave to passion
– and he can be completely calm|and indifferent
and just gaze at them without|any feelings of attraction or repulsion.
The faces of Mara’s daughters|began to rot before Siddharta’s eyes.
The evil daughters|then disappeared into the earth.
กล่าวว่า “ พระองค์ถูกจู่โจมโดยพญามารผู้เป็นทั้งตัณหาและความตายในเวลาเดียวกัน ตัณหาคือความตาย ความตายคือตัณหา พญามารได้เสนอธิดาทั้ง สาม ให้พระองค์ เป้นผู้ซึ่งมีทั้งตัณหาและราคะ และมันจะร้ายแรงเช่นกัน ถ้าคุณผละหนีและบอกว่าน่าขยะแขยงคุณก็จะตกเป็นทาสของตัณหา เจ้าชายทรงสงบนิ่งไม่มีปฏิกิริยาแค่จ้องมองพวกนั้นโดยไม่มีความรู้สึกหรือ อยากขับไล่พวกเขาไป “
หน้าของธิดาพญามารเริ่มเน่าเปื่อยต่อหน้าเจ้าชาย แล้วธิดามารก็สูญสลายไป

It is in fact|you could say the Buddha’s very recognition
that Mara is an aspect of himself
the total recognition of that|is his enlightenment.
The earth is said to have trembled|as he dispelled the devil.
Siddhartha, now aged 35,|passed through four Janas
to reach enlightenment
and become the Buddha – or Awakened One.
เป็นความจริงที่พูดได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้ว่าพญามารคือความคิดในจิตของพระองค์เอง และการรับรู้นี้คือ การตรัสรู้ด้วยตนเอง(สัมมาสัมพุทธเจ้า)

He then spent 7 days beneath the tree in a meditative state of absolute bliss.
This is seen as a state where the mind is incredibly refined and sensitive,
and an image might be of a lake, which is totally still,
which would register even an insect on the surface.
กล่าวกันว่าโลกสั่นสะเทือนเมื่อขับไล่มารร้าย เจ้าชายสิทธัตถะในวัย 35 ชันษา ทรงตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นไม้ 7 วัน ในภาวะสมาธิของความสุขสูงสุด
นี่คือภาวะที่จิตบริสุทธิ์และเฉียบแหลม ภาพอาจจะเหมือนทะเลสาปที่นิ่งสนิท จนมองเห็นได้แม้แมลงบนผิวน้ำ

So this is seen as a state where the mind is very,
very powerful as an instrument of knowledge, very sensitive.
In this highly attuned state,
the Buddha saw way to escape
the inevitable cycle of old age sickness and death.
จึงเห็นกันว่าเป็นภาวะที่จิตมีพลังมากมาย เป็นเครืองมือที่เฉียบแหลมมาก
ในภาวะที่ปรับอย่างสูงนี้ พระพุทธเจ้าทรงเห็นวิธีที่จะหลีกเลี่ยงจากวัฎจักรของความขรา ความเจ็บป่วยและตาย

He realized that if we remove desire
we can remove dissatisfaction and suffering from our lives.
A key cause of the painfulness
and frustration of life is craving kind of demanding desires.
So There’s a general mismatch
between how you want things to be and how they actually are.
ทรงตระหนักว่าถ้าเราละความปรารถนาเราก็สามารถละคว่ามไม่พอใจ และความทุกข์ทรมานจากชีวิตของเราได้
สาเหตุสำคัญของความทุกข์ทรมานและคับข้องใจของชีวิตคือการมีความปรารถนาอย่าง รุนแรง จึงไม่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่คุณต้องการกับสิ่งที่เป็นจริง

The insight the Buddha attained beneath the tree was the birth of Buddhism
– a religion followed today by 400 million people.
The Buddha summed up his wisdom in four noble truths
which are the foundation of all Buddhist beliefs
การเข้าใจอย่างถ่องแท้ที่เกิดกับพระพุทธเจ้าใต้ต้นไม้ เป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธ ศาสนาที่มีผู้คนนับถือ 400 ล้านคน จนถึงทุกวันนี้
พระพุทธเจ้าทรงสรุปสาระสำคัญทั้งหมดไว้ใน อริยะสัจ สี่ ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญในความเชื่อของพุทธศาสนิกชน

The first noble truth recognized that there is suffering in life.
The second diagnosed the cause of that suffering – desire.
In the third truth, like a doctor,
the Buddha revealed that there was a cure for desire.
And in the fourth noble truth he gave the prescription
– how to cure the illness and achieve Enlightenment or Nirvana.
ข้อแรก คือมีความทุกขืในชีวิต
ข้อสอง คือสาเหตุของความทุกข์
ข้อที่สาม เหมือนแพทย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีการเยียวยาความปรารถนา
ข้อที่สี่ ทรงชี้แนะถึงวิธีรักษาการป่วยไข้และการบรรลุนิพพาน

The ultimate aim was to reach a state of mind completely free of craving,
ignorance, greed, hatred and delusion,
thereby free of all the causes of future rebirth
when an enlightened person dies they’re seen as going beyond rebirth
to a state beyond if you like space and time and not coming back
so that is seen as a state of liberation.
The Buddha would further teach that morality, meditation and wisdom
were the stepping stones to enlightenment.
He would dedicate the rest of his life helping others to follow this path
– towards freedom from suffering.
จุดประสงค์สุงสุดคือ ภาวะของจิตที่ปราศจากความปรารถนา ความโง่เขลา ความละโมบ ความเกลียดชัง และการเกิดใหม่ในอนาคต เมื่อผู้ที่ตรัสรู้ตายไปพวกเขาจะไม่เกิดใหม่ ถ้าไม่กลับมาเกิดใหม่อีกก็จะเป็นภาวะของความเป็นอิสระ
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนศีลธรรม การทำสมาธิปฏิปฐาน ซึ่งเป็นขั้นตอนนำพาไปสู่การตรัสรู้ พระองค์อุทิศตนตลอดชีวิต เพื่อช่วยคนอื่นให้ไปตามทางเส้นนี้ คือปลอดจากความทุกข์

As his followers grew in number he went on to set up a school or Sangha
Today a temple stands beside a descendant
of the very tree under which the Buddha became enlightened.
The monks here have become a living library of the Buddha’s teachings.
Chanting his sacred words beneath the Bodhi tree of Enlightenment
is seen by Buddhists to give special power to their practice.
เมื่อสาวกของพระองค์เพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็ทรงจัดตั้งโรงเรียนหรือสำนักสงฆ์ ทุกวันนี้มีวิหารอยู่ใต้ต้นไม้ที่สืบทอดจากต้นไม้เดิมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระที่นี่กลายเป็นห้องสมุดที่มีชีวิตของคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การสวดมนต์ใต้ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่าเป็นการเพิ่ม พลังพิเศษ

Bihikku Bodhipala ( Mahabodhi Temple)
The chief monk is responsible
for preserving this tradition at the temple.
The most important thing is the practice of his teachings.
Practice diligently, be ever mindful.

So now I say I explain Buddhism in two words,
practice mindfulness.
The path to enlightenment begins with the focusing of the mind
and following a number of commandments.
Morality, meditation and wisdom.
So not to kill, not to steal,
not to have any sexual misconduct,
not to tell a lie and not to have indulge in intoxicating drinks or intoxicants.
อธิบายว่า
” สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ ด้วยความบากบั่น ความใส่ใจ ตอนนี้อาตมาอธิบายแก่พุทธศาสนิกชนได้ว่า ปกิบัติโดยเต็มใจ
เส้นทางสู่การตรัสรู้ เริ่มต้นด้วยการเพ่งจิตและตามมาด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติ ศีล สมาธิ และปัญญา คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวคำเท็จ ไม่เสพของมึนเมา นี่คือศีล ข้อห้ามในศาสนาพุทธ “

This was the way of life established by|the Buddha in the very first sangha
นี่คือวิถีชีวิตที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ในการประกาศพระศาสนา

After eight years
he went back to the palace and the family he’d abandoned.
We’re told his father now forgave
the Buddha for the deep hurt he had caused.
King Sudhodhana now realized the importance of his son’s quest.
His stepmother even begged to join his sangha
and she went on to become history’s first nun.
The Buddha is justified in the eyes of all Buddhists of even leaving his wife
and child to go on his solitary journey to try and find what the solution
to life’s problems is and how life should be lived
and for him how life should be lived is the question infinitely more important
than having any possessions or even the company of loved ones.
8 ปี ต่อมาพระองค์เสด็จกลับไปยังพระราชวังและครอบครัวที่พระองค์ละทิ้งมา ตอนนี้พระราชบิดาได้อภัยโทษแก่พระองค์แล้ว พระเจ้าสุทโธธนะตระหนักถึงความสำคัญในการแสวงหาของพระโอรส พระมารดาเลี้ยงได้ขอเข้าร่วมด้วยและได้กลายเป็นแม่ชีองค์แรกในประวัติศาสตร์
พระพุทธเจ้าในสายตาพุทธศาสนิกชน คือ ผู้ที่สละแม้ขายาและโอรส เดินทางไปโดยลำพัง เพื่อแสวงหาการแก้ไขปัญหาของชีวิตและการดำรงชีวิต และสำหรับพระองค์ชีวิตอยู่ได้อย่างไรมีความสำคัญกว่าครอบครองสิ่งใด หรือแม้แต่การมีผู้เป็นที่รัก
พระพุทธเจ้าต้องสละครอบครัวของพระองค์อีกครั้ง

The Buddha was to abandon his family again.He set out to teach, for forty years
– passing on to his followers the wisdom|he had attained beneath the bodi tree.
But before he left he ordained his son as a monk.
The Buddha encouraged his followers to live together in a monastery or Sangha
– to help them focus on the path to enlightenment.
พระองค์เสด็จออกไปเทสนาเผยแพร่คำสั่งสอน เป็นเวลา 40 ปี ถ่ายทอดสมาธิปัญญาที่ทรงค้นพบใต้ต้นโพธ์ แต่ก่อนเสด็จไปทรงได้บวชพระโอรส(เป็นเณร)อีกองค์หนึ่ง
พระพุทธเจ้าสนับสนุนให้สาวกของพระองคือยู่ด้วยกันในสำนักสงฆ์เพื่อช่วยในการไปสู่นิพพาน

Bihikku Bodhipala ( Mahabodhi Temple)
Some people become a monk purely to meditate,
purely to practice meditation, purely to practice the life of a recluse.
Some become a monk to work for the propagation of the religion.
อธิบายว่า บางคนบวชพระเพื่อทำสมาธิอย่างเดียว เพื่อดำเนินชีวิตอย่างสันโดษ บางคนบวชพระเพื่อเผยแพร่พระศาสนา “

Monks from all over the world
come to live in monasteries established|around the temple of the Bodi Tree.
Non-Monks or lay Buddhists, come here too, to learn from them.
Monks must be celibate and give up every selfish desire.
พระจากทั่วโลกมาอยู่ยังอารามที่สร้างขึ้น รอบวัดพระศรีมหาโพธิ์ ผู้ที่ไม่ใช่พระหรือพุทธสาสนิกชน มาที่นี่เช่นกันเพื่อเรียนรู้ธรรมะ พระต้องเป็นโสดและสละความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว

Thich Hanh Hao (Veitnumease Buddhaist Monk)

And that is the one part of the training to get rid of self tendencies,
tendencies to always think about yourself
and put yourself fully in the context of the community of the sanga
กล่าวว่า นั่นคือส่วนหนึ่งของการฝึก เพื่อขจัดความเห็นแก่ตัว ความคิดถึงแต่ตัวเอง และนำตัวเองมาอยู่ในชุมชนของสงฆ์ การอยู่รวมกัน “

Then when all the sacrifices have been made the hard work begins
– committing long chants or mantras to memory.
Mantras such as this have a purpose
– they are designed to test the monk’s memory,
concentration and commitment to the Buddha’s teachings.
Over the centuries his message has evolved into a number of different traditions,
with their own interpretations and monastic practices.
But the Buddha taught that lay people
can also follow the path to eternal bliss and ultimate wisdom.
แล้วเมื่อการเสียสละทั้งหมดนั้นเกิดขึ้น งานหนักก็เริ่มต้น มีการสวดมนต์อย่างยาวนานจนถึงการท่องจำ การสวดมนต์อย่างยาวนานมีจุดประสงค์ทดสอบความจำของพระ ความใส่ใจและการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
หลายศตวรรษ ต่อมา คำสอนของพระองค์วิวัฒนาการไปในหลายวัฒนธรรมมีการแปลความและปฏิบัติตามแบบแผน ของตนเอง แต่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังคงเป็นไปตามแนวทาง เพื่อความสุขอันสูงสุดและสติปัฏฐาน

Prof.Kavin Trainor (University of Vermont)
Most westerners are not drawn to Buddhism as a way of leaving society behind
they’re drawn to the practical of meditation as a way of being
more effective within society and that’s a way in which
the message of Buddhism takes on a very different caste
because it becomes a form of self improvement a way of dealing
with the stresses of life a way of clarifying your goals and objectives.

กล่าวว่า “ ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ มิได้เข้าหาพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นวิถีละทิ้งสังคม และเป้นวิธีที่คำสอนทางพระพุทธศาสนาใช้ได้หลายชนชั้น เพราะมันกลายเป็นรูปแบบการพัฒนาตนเอง วิธีจัดการกับความเครียดของชีวิต วิธีเข้าใจแจ่มแจ้งในวัตถุประสงค์ของตนเอง “

Many westerners are especially attracted|to Buddhist meditation.
ชาวตะวันตกจำนวนมากสนใจเป็นพิเศษในการทำสมาธิ

Shantum Seth (Zen Teacher)
” I think all of us sometimes glimpse|that magic and mystery of the moment
what meditation does is to help us touch that more often,
it helps us to be more calm and controlled in our mind
and we can create conditions that allow us to come into
a state of awareness of interdependence,|of impermanence, of nirvana.
Some schools of Buddhism believe the Buddha was superhuman
a magical figure who consorted with gods and performed miracles.
Others that he was no more than
a human being and they believe it is this that adds power to his message.
กล่าวว่า “ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน บางครั้งก็เห็นความมหัศจรรย์และลึกลับของช่วงเวลาการทำสมาธิ
ที่ช่วยให้เราสัมผัสได้บ่อยขึ้น
มันช่วยให้เราสงบขึ้นควบคุมจิตใจได้
และเราสามารถสร้างสภาวะการณ์ที่ทำให้เราเข้าสู่ภาวะการรับรู้
ถึงการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ความไม่แน่นอนและนิพพาน ”
สำนักสงฆ์บางแห่งเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุรุษที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าและสร้างปาฏิหาริย์
บางคนเชื่อว่าพระองค์เป็นมนุษย์ธรรมดา
และนี่เป็นการเสริมพลังในคำสอนของพระองค์

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford)
There is no doubt that the Buddha wished to be remembered as a human being
with human frailties not perhaps frailties of the intellect or moral frailties
but certainly physical frailties
and the Buddha suffers from back pain towards the end of his life
he suffers from various physical complaints and weaknesses.
The Buddha would die at the age of eighty from a common illness – food poisoning.
It is said that before
passing away he fell into a deep trance on his journey from this world to Nirvana
– a state of eternal bliss
– free at last from rebirth,
free at last from suffering and death.
กล่าวว่า
” ไม่ต้องสงสัยว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์จะให้จดจำพระองค์ในฐานะมนุษย์ธรรมดา
ที่มีความเปราะบาง มิใช่ความเปราะบางทางสติปัญญาหรือจิตใจ
แต่เป้นความเปราะบางทางกาย
และพระพุทธเจ้าทรงทรมานจากการปวดหลังจนตลอดชีวิต
พระองค์ทรงทรมานจากอาการเจ็บปวด
และอ่อนแอทางกายหลายอย่าง
พระเจ้าทรงเสด็จปรินิพพาน เมื่อวัย 80 ชันษาจากโรคธรรมดาคือ อาหารเป็นพิษ
กล่าวกันว่าทรงเข้าภวังค์ลึกก่อนเสด็จจากโลกนี้สู่นิพพาน
ภาวะของความสุขอันนิรันดร์ อิสระจากการเกิดใหม่
อิสระจากคว่ามทุกข์และความตาย

A council was assembled to record for posterity the Buddha’s teachings.
These were learnt by heart and handed down the centuries by generations of monks.
The Buddha’s body was cremated.
And his remains were preserved.
ได้มีการจัดตั้งตั้งสภาสงฆ์ สังคยนาคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่เรียนรู้ด้วยใจและถ่ายทอดจากพวกพระหลายศวรรษต์มาแล้ว
มีการปลงพระศพของพระพุทธเจ้า
และเก็บซากอัฐิไว้

They were enshrined two hundred years later by India’s first Emperor King Ashoka
who converted to Buddhism.
He built vast monuments or stuppas
and erected pillars to mark the key sites of the Buddha’s life.
200 ปีต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราช มหาราชองค์แรกของอินเดียนำมาบูชา
และพระองค์เปลี่ยนมานับถือพุทธสาสนา
ทรงสร้างสถูปใหญ่และเสาหิน
เพื่อเป็นสัญญลักษณ์สถานที่สำคัญในพุทธประวัติ

Asoka then becomes|an absolutely key figure,
both in terms|of the actual spread of Buddhism but then as a model
for future Buddhist leaders throughout Asia|they look back to Ashoka as
the kind of ideal king|and supporter of Buddhism.

Prof.Kavin Trainor (University of Vermont) :
So far as we know the Emperor Asoka
who ruled over two thirds of modern India
in the middle of the 3rd century BC,
helped monks to send out missions|to countries bordering India,
missionaries were sent up into Kashmir|to Nepal and certainly Sri Lanka.
Prof.Kavin Trainor (University of Vermont) :
กล่าวว่า “ เท่าที่รู้พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ซึ่งปกครองมากกว่า 2 ใน 3 ของอินเดียยุคใหม่ ตอนกลางของศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ได้ทรงส่งคระผู้แทนสงฆ์ไปยังประเทศที่มีชายแดนติดกับอินเดีย คณะผู้แทนถูกส่งไปยังแคชเมียร์ จนถึงเนปาลและศรีลังกา

They converted the king,|the king give his patronize to Buddhism
and Sri Lanka has therefore been|a Buddhist country from that day to this.
And in country after country|we know over many centuries
that this is the way|that Buddhism was successfully implanted.
คณะสงฆ์ได้ทำให้กษัตริย์ประเทศเหล่านั้นเปลี่ยนศาสนา
และพระองค์ทรงเป็นองค์อุปถ้มถ์พระพุทธศาสนา
และศรีลังกาก็กลายเป็นเมืองพุทธสาสนาตั้งแต่นั้นมา
ในประเทศแล้วประเทศเล่า ที่เรารู้ว่าหลายศตวรรษมาแล้ว
นี่เป็นวิธีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งที่ประสพผลสำเร็จ

Ashoka’s pillars outlived Buddhism in India
– they withstood Muslim invasions
and survived to catch the attention of the first colonial archaeologists.
This gave a very significant impetus to the revival of Buddhism
– the desire to go back to the places associated with the Buddha.
Imagining Buddhism for people in the West
but these investigations also become
the basest for a revival|within Buddhism in Asia.
เสาหินอโศกอยู่ทนทานกว่าพุทธสาสนาในอินเดีย
มันทนต่อการรุกรานของมุสลิม
และรอดมาดึงดุดความสนใจของนักโบราณคดีในยุคแรกของอาณานิคม
นี่เป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญมาก
เพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนาความปรารถนาที่กลับไปอยู่ในที่ซึ่งเกียวกับพระพุทธเจ้า
เป็นความคิดของคนในตะวันตก
แต่การสำรวจครั้งนั้นกลายเป็นรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูพุทธศาสนาในเอเซีย

Today the sites associated|with the Budha’s life attract tourists
and pilgrims flock to Bodh Gaya|to follow in the Buddha’s footsteps,
hoping to find, as he did,eternal peace and happiness
and a cure for suffering and death.
ทุกวันนี้สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาดึงดูดใจนักท่องเที่ยว
และผู้แสวงหาบุญให้หลั่งไหลไปยัง พุทธคยา
และตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้า หวังว่าเมื่อตายไปแล้ว
จะได้พบความสุขสงบชั่วนิจนิรันดร์และบำบัดทุกข์

Prof.Richard Gombrich (Balliol College,Oxford)
” It’s a great irony that after the Buddha’s death
the person who preached of the uselessness of ritual and also the uselessness
of personality cult became the object of ritual worship
and as big a personality cult as has ever existed in history.”
กล่าวว่า
” มันน่าขันมากที่หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ผู้ที่สั่งสอนการไร้ประโยชน์ของพิธีกรรมและการไร้ประโยชน์ของรูปบูชา
กลายเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพบูชาที่ยิ่งใหญ่ เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ”

Buddhist temples have been built in Bodh Gaya representing
the different traditions from around the world.
Buddhism, in all its forms, has come home, to the Bodi tree,
to the place where once a prince reached enlightenment and became the Buddha.
วัดทางพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นที่ พุทธคยา
แสดงถึงประเพณีที่แตกต่างกันจากทั่วโลก
ศาสนาพุทธในทุกรูปแบบได้กลับมายังต้นศรีมหาโพธิ์ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

Bihikku Bodhipala ( Mahabodhi Temple):
The Buddha attained enlightenment on that fleeting moment of a wink,
this moment,fleeting moment is the time that takes to realize
that moment cannot be explained.

Bihikku Bodhipala ( Mahabodhi Temple) อธิบายว่า
” พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ในช่วงเวลาแค่กระพริบตาเท่านั้น
ช่วงเวลาที่ตระหนักว่าช่วงเวลานั้นไม่สามารถอธิบายได้ ”

That special moment gave birth|to the first world religion
– A religion without a God
where the path to Nirvana
lies in the mind of each and every one of us.
ช่วงเวลาสำคัญนั้นให้กำเนิดศาสนาแรกของโลก
ศาสนาที่ปราศจากพระเจ้า
ที่ซึ่งหนทางไปสู่นิพพาน
อยู่ในใจของแต่ละคน และพวกเราทุกคน

About Biomed MU

Biomedical Engineering @ CWRU,USA
This entry was posted in > ฝึกภาษาอังกฤษจากพุทธประวัติ and tagged . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s